หลังจากมีสภาพทรงๆตัวมาหลายปี แต่ล่าสุดมีข้อมูลที่ระบุว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของ
เกาหลีใต้ได้กลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้ง กับการกลับมาครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้
เกิน 50% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
จากข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรม,กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยว่าเมื่อ
ปี 2011 หนังเกาหลีใต้สามารถทำรายได้ในประเทศรวมกันแล้ว คิดเป็นส่งแบ่ง 51.9%
ถือว่าน่าพึงพอใจมาก เป็นการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ 46.5% เท่านั้น
ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นผลจากหนังทำเงินหลายๆเรื่องในปีที่ผ่านมา โดย
เฉพาะสองหนังเด่น Sunny และ Arrow, The Ultimate Weapon ที่ทำเงินร่วมกันไป
ร่วม 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหากจะคิดเป็นค่าเงินเกาหลีเอง ก็ถือว่าแต่ละเรื่องทำราย
ได้ทะลุไปถึงหลัก 5 หมื่นล้านวอนกันเลยทีเดียว แม้ในเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมาจะมีหนัง
ฟอร์มใหญ่จำนวนหนึ่งที่ทำเงินไม่เข้าเป้าก็ตาม
ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ที่วงการภาพยนตร์เกาหลีใต้เริ่มต้นเป็นที่รู้จักใน
วงการหนังระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นอุตสาหกรรมถือว่าเติบโตสู่ความ
รุ่งโรจน์อยู่หลายปี มีทั้งหนังรักโรแมนติกที่โด่งดังในตลาดต่างประเทศแถบเอเชีย, หนัง
ตลกที่ทำเงินมหาศาลในประเทศ และยังมีผู้กำกับหลายรายที่สร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลใน
เทศกาลหนังระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ขาขึ้นของวงการหนังเกาหลีใต้กลับต้องมาสะดุดลงเมื่อปี 2006 หลังรัฐบาล
ได้ประกาศยกเลิกกฎ “โควต้า” ที่บังคับให้โรงภาพยนตร์ต้องฉายหนังท้องถิ่นตามจำนวน
รอบที่กำหนด จนหนังฮอลลีวูดเข้ามาตีตลาดและครองส่วนแบ่งมากกว่าในที่สุด ซึ่งมีผลต่อ
วงการหนังในประเทศโดยทันที ตั้งแต่จำนวนหนังที่เคยผลิตกันออกมาปีละร้อยกว่าเรื่อง ก็
ลดลงเหลือเพียง 70 กว่าเรื่องเท่านั้น ยอดรายได้รวมระหว่างปี 2007 – 2010 ก็ตกต่ำลง
อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นอกจากนโยบายการยกเลิกกฎเรื่องโควต้าแล้ว ความตกต่ำลงยัง
เป็นผลโดยตรงของสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ, ความเปลี่ยนแปลงของวงการ
ภาพยนตร์โดยเฉพาะเรื่องหนังระบบภาพ 3-D และประเด็นเรื่องแหล่งเงินทุน ซึ่งทั้งหมด
มีผลที่ทำให้วงการหนังเกาหลีใต้เริ่มเดินเข้าสู่ช่วงขาลง แม้แต่ตัวเลขรายได้จากการส่งออก
เองก็ลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตามแม้ในช่วง 2 – 3 ปีหลัง หนังแดนกิมจิจะเติบโตแบบไม่หวือหวา แต่ก็เรียก
ว่าเป็นการเติบโตอย่างมั่นคง คนทำหนังตัวจริงอย่าง คิมจีอุน (I Saw the Devil) หรือ
นาฮองจิน (The Chaser, The Yellow Sea) ยังคงฉายแววโดดเด่นได้ทั้งในเกาหลีใต้
และต่างประเทศ ซึ่งยังเป็นผลให้ตัวเลขรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไปจัดจำหน่าย
ในต่างประเทศของเกาหลีใต้ในปี 2011 ก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 14% ด้วย
เครดิต www.kpopgossip.com
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....