
ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ Oaddybeing, คุณกันย์ และ คุณหนึ่ง
ไป “ดอยม่อนจอง” กันมั้ย … แวบแรกที่ได้ยินเพื่อนชวน ก็นึกสงสัยว่า ดอยม่อนจอง อยู่ที่ไหนนะ เพื่อนตัวดีก็เลยสาธยายให้ฟังว่า ดอยม่อนจอง ตั้งอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย (หน่วยมูเซอ) จังหวัดเชียงใหม่ โอบล้อมด้วยทิวเขา แถมมีกุหลาบพันปีที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ แหม…บรรยายซะเห็นภาพขนาดนี้ ใครจะไปอดใจไหว รีบตกปากรับคำทันที อารมณ์นั้นไม่ได้คิดอะไรก็แค่ขำ ๆ เดินดอยชมวิว คงไม่ลำบากอะไรหรอกมั้ง ถามเพื่อนมันก็บอกว่าเดินง่าย อย่างแกไปได้อยู่แล้ว! ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมาย
เที่ยงตรงของวันนัดพบ พวกเรารวมพลกันที่สถานนีรถไฟหัวลำโพง เพื่อเดินมุ่งสู่จังหวัดเชียงใหม่ เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงตรงปุ๊บ ขบวนรถไฟก็ขับเคลื่อนออกเดินทางปั๊บ เริ่มแรกพวกเราก็ยังตื่นเต้นกับการถ่ายรูปตัวเองบ้าง วิวบ้าง นั่งเม้าท์ นั่งกินขนมไปเรื่อย แต่พอเริ่มตกค่ำ อากาศก็เริ่มเย็นลง ๆ หนังตาก็เริ่มจะปิดลงตาม พร้อม ๆ กับอาการเมื่อยตามเนื้อตามตัว -_-” ฉึกฉัก ๆ ๆ ๆ สถานนีต่อไป “เชียงใหม่” สถานี จุดหมายปลายทาง เย้! ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเชียงใหม่ซะที ก้มมองนาฬิกา โอ้แม่เจ้า…หกโมงเช้า เรานั่งอยู่บนรถไฟกว่า 12 ชั่วโมง เลยเหรอเนี้ย บ่นพึมพำกับตัวเองอยู่สักพัก ก่อนที่เพื่อนจะตะโกนบอกให้ไปแปรงฟันล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำสถานีรถไฟ เพราะมีนัดกับพี่คนขับรถที่จะพาพวกเราออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้า อำเภออมก๋อย (ขอบอกว่าอากาศดีมาก ๆ เย็นได้ใจจริง ๆ)
ตลอดระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่สู่อมก๋อย บอกได้คำเดียวว่าสวยสุด ๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขา พอถึงตัวเมืองอมก๋อยก็ต้องแวะหาเสบียง สำหรับขนขึ้นไปกินแกล้มวิวบนดอยซะหน่อย อิอิ แต่คิดได้เท่านั้น เสียงเพื่อนตัวดีก็สั่งแบบรู้ความในใจว่า ควรจะซื้ออาหารที่ทำกินง่าย ๆ ดีกว่า เพราะด้านบนไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ให้นะ (เฮ้ย! ไหนว่าชิว ๆ ไง…แอบประท้วงในใจ) ซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาเวียนหัวต่อ เพราะตลอดทางมีแต่เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ดีที่สองข้างทางมีสายน้ำไหลเลาะเลียบเคียงคู่ไป ทำให้มองเพลิน ๆ คลายอาการพะอืดพะอมไปได้มากโข แต่ขอแนะนำว่าใครที่เมารถควรกินยาแก้เมารถก่อนเดินทางดีที่สุด อะ ๆ ระหว่างสายตาเหลือบไปเห็นทิวสนเขียวขจีทอดตัวยาวสุดสายตา แบบนี้คงต้องแวะแชะถ่ายรูปซะหน่อย ^^ ทิวสนที่อยู่ตรงหน้าคือ สวนสนบ่อแก้ว หรือชื่อทางการว่า สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว กรมป่าไม้ ซึ่งปลูกต้นสนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่ล้อจะเคลื่อนออกเดินทางสู่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อีกครั้ง
เวลาผ่านไปเกือบประมาณ 5 ชั่วโมง ที่ล้อรถไปหยุดนิ่งอยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ก้าวแรกที่เท้าลงไปเหยียบพื้นดิน รู้สึกได้เลยว่าเมื่อยสุด ๆ แต่สายลมเย็น ๆ ประกอบกับทัศนียภาพที่เห็น ความเหนื่ยอ่อนจากการเดินทางก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ล้างหน้าล้างตากันอีกซักรอบ ก็ได้เวลาขนข้าวของหย่อนใส่รถโฟร์วีลเตรียมเดินทางอีกครั้ง เพราะเส้นทางไป ดอยม่อนจอง สัญจรผ่านได้เฉพาะรถโฟร์วีลเท่านั้น เนื่องจากเส้นทางแคบ ๆ อีกทั้งยังต้องเลาะไปตามไล่เขาสูงชัน แต่ก่อนจะไปเสียวสันหลังบนรถโฟร์วีล คณะเราแวะรับลูกหาบชาวมูเซอ 3 คน ที่หมู่บ้านมูเซอ (แต่ละคนมีชื่อนำหน้าว่า จะ… ทั้งนั้น) ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้าย ก่อนที่พวกเราต้องใช้เวลาโยกซ้ายโยกขวาอยู่บนกระบะรถโฟร์วีลราว ๆ 2 ชั่วโมง ก่อนจะถึงจุดเริ่มต้นทางเดินเท้า
พวกเราออกจากจุดเริ่มต้นประมาณบ่ายสี่โมงกว่า ๆ แบกเป้ขนสัมภาระสุดหนักอึ้งจนตัวโก่ง มองป้ายบอกทางจุดหมายปลายทางอยู่ที่ 5 กิโลเมตร มี “พี่ชาติ” เจ้า หน้าที่ของหน่วยพิทักษ์ป่าคอยนำทาง พวกเราเดินขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา ลุยป่า เฮ้อ! หมดแรงตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง บ่นออกมาเสียงดัง ๆ ตลอดทางว่า “ฉันมาทำอะไรที่นี่ ทำไม่ไม่นอนอยู่บ้าน” แต่ดีหน่อยที่สองข้างทางมีแต่ป่าไม้เขียวขจี โดยเฉพาะ ต้นสาบเสือ ที่ขึ้นสูงท่วมหัวหาดูได้ยาก และเมื่อเดิน ๆ ๆ มาถึงบริเวณ ภูหินช่อ ซึ่งหลาย ๆ คนมักแวะพักระหว่างทาง ก็เป็นเวลาที่แสงแดดสาดส่อง ทำให้ทั่วบริเวณกลายเป็นสีทองเหลืองอร่าม พักกายพักใจกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อ แต่พระอาทิตย์กลับไม่เป็นใจ ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ซึ่งก็ทำให้พวกเรามองไม่เห็นอะไรนอกจาก “ความมืด” จึงต้องแวะกางเต็นท์นอนกัน เพราะอากาศลดลงเย็นเร็วมาก ประกอบกับน้ำค้างที่หยดลงมาประหนึ่งสายฝน

พวกเรารีบกางเต็นท์ ก่อกองไฟ หุงหาอาหารประทังชีวิตกัน ก่อนที่จะมานั่งล้อมวงพูดคุยกับเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็นพิธี จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้านอน โดยที่ไม่มีใครได้อาบน้ำ เนื่องจากแหล่งน้ำที่มีบน ดอยม่อนจอง ต้อง ปีนเขาอีกหลายลูกกว่าจะเจอ วินาทีนั้นอาบหรือไม่อาบก็ไม่มีใครสนใจ เพราะเหน็ดเหนื่อยมาจากการเดินทาง ผสมกับเมื่อยล้ามาจากเดินขึ้นเขา แต่หลับไปได้ซักพักรู้สึกว่าหนาวไปถึงกระดูก อากาศเย็นเกินบรรยาย เสื้อ 4 ตัว กางเกง 2 ตัว ถุงเท้า ถุงมือ หมวกไหมพรหม แถมนอนสอดตัวอยู่ในถุงนอน ก็ยังเอาไม่ทำให้อบอุ่นเท่าไหร่เลย
เฮ้อ!!! แต่คล้อยหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่ว ๆ เปิดเต็นท์ลุกขึ้นไปด้านนอก ทันทีที่ยื่นหน้าออกไป กลิ่นหอมของกาแฟ โอวัลติน โชยมาให้ท้องร้อง กินข้าว เช็ดหน้าเช็ดตากันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาไปขึ้นเขา ลงเขา เลาะหน้าผากันอีกครั้ง พวกเราค่อย ๆ เดินลุยป่าไปเรื่อย ๆ เพราะเมื่อคืนน้ำค้างลงหนักทำให้พื้นเฉอะแฉะ จึงเดินลำบากเข้าไปอีก แต่เมื่อมาเจอทางขึ้นเขาซึ่งชันมาก ๆ ยิ่งทำให้พวกเราต้องใช้เวลาในการคลาน เอ้ย ไต่ขึ้นไปนานพอดู เพราะพื้นที่ในการให้รองเท้าเหยียบยืนช่างน้อยเหลือเกิน ทำให้พวกเราต้องค่อย ๆ ก้าว ทีละก้าวอย่างช้า ๆ กว่าจะถึงด้านบนก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ
นั่งพักถ่ายรูปกับพอให้กระชุ่มกระชวยก็ลุยกันต่อ มองเส้นทางข้างหน้าเห็นมีแต่สันเขาเรียบ ๆ แอบยิ้มในใจว่าไม่ต้องเหนื่อยเท่าไหร่แล้ว แต่ที่ไหนได้ พอหลุดพ้นจากสันเขาพวกเราต้องเดินเลาะขอบเขาแคบ ๆ เดินได้คนเดียว เรียกได้ว่าเสียวสุด ๆ ต้องใช้สมาธิในการก้าวเดิน พอผ่านจุดนี้ไปได้ก็ต้องเดินขึ้นเขาเล็กไปอีกนิดน้อย ก่อนจะวิ่งลงมายัง สนามกอล์ฟช้าง ลานกว้าง ๆ ที่มีหลุมยักษ์อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าจะถึงจุดพักกางเต็นท์แล้ว เสียงพี่ชาติตะโกนแข่งกับเสียงลมแว่วมาว่า นั่นไงครับ ยอดหัวสิงห์ จุดที่สูงที่สุดของ ดอยม่อนจอง พวกเราเลี้ยวไปมองเห็น ยอดหัวสิงห์ อยู่ลิบ ๆ เลยตัดสินใจไปหาที่กางเต็นท์พักแข้งพักขากันก่อนสักหน่อย แล้วค่อยไปพิชิต ยอดหัวสิงห์ กัน ที่พักของคืนนี้ต้องเดินลงเขาที่ลาดชันเล็ก ๆ ข้ามธารน้ำเย็น ๆ ไปอีกเล็กน้อบ ก็ถึงจุดกางเต็นท์ที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ งานนี้ใช่เวลากางเต็นท์กันไม่นานเท่าไหร่ เพราะท้องร้องหาอาหาร จึงก่อกองไฟ ทำกับข้าว หุงหาอาหาร
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
Wednesday, April 18th, 2012
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....